FLOWTHEFILM :: เว็บรีวิวหนัง วิจารณ์หนัง หนังใหม่ 2021

เว็บไซต์ รีวิวหนัง รีวิวหนังออนไลน์ ข้อมูลหนังทั่วไป

รีวิว Alive ภาพยนตร์ซอมบี้เกาหลีที่ทะเยอทะยานยังไม่พอ

รีวิวAlive ภาพยนตร์ซอบบี้เกาหลีในห้องปิดตาย ลงใน Netflix เรื่องล่าสุด

Alive อีกหนึ่งผลงานไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า เกาหลีจะขโมยวัฒนธรรมซอมบี้ของฝั่งตะวันตกให้กลายเป็นแนวหนังเฉพาะของตนเองแล้วส่งต่อเอาไปขายต่างประเทศได้อีกรอบ เริ่มจากคลื่นความนิยมลูกใหม่จากฝั่งหนังอย่าง Train to Busan และนำมาสานต่อด้วยคลื่นกระแทกที่ 2 จากฝั่งซีรีย์ที่มีซอมบี้ย้อนยุคทาง Netflix อย่าง Kingdom ที่มีความนิยมสูงมาทั้ง 2 season จึงไม่แปลกเลยที่ Netflix จะจับกระแสที่ได้และดึงหนังฉายโรงอย่าง #Alive  นำมาเติมเต็มความต้องการของผู้รับชมผ่านทางระบบ Streaming ของตนเองได้อย่างทันท่วงที

แม้ว่าทางด้านของผู้กำกับ อิลโซ จะได้เพิ่งเปิดตัวกับหนังยาวเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็ตาม แต่ก็ได้นักแสดงรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการแสดงยอดเยี่ยมที่ผ่านงานหนังของผู้กำกับระดับเทพแห่งเกาหลี อีชางดง อย่าง Burnig มาแล้ว อย่าง ยูอาอิน มาร่วมประกบคู่กับดาราสาวที่มีผลงานคุ้นเคยจากซีรีย์ Memories of the Alhambra ที่อย่าง พักชินฮเย ก็เป็นแม่เหล็กตัวสำคัญที่เสริมกับพอร์ชหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ติดอยู่ในห้องของตนเองขณะที่โลกภายนอกกำลังกลหนวุ่นวายอยากยิ่งใหญ่ นั้นทำให้ตัวหนังยิ่งมีความน่าสนใจขึ้น 

Alive จริงๆแล้วความเจ๋งของภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นก็คือ การจัดองค์ประกอบเรื่องราวให้เกิดขึ้นภายในห้อง แบบสถานการณ์ที่เกิดกับตัวละครเป็นหนูจนตรอก ออกไปข้างนอกห้องก็ลำบากเพราะมีฝูงซอมบี้รายล้อมอยู่บริเวณรอบๆ ในขณะที่สถานการณ์ในห้องก็บีบบังคับเหมือนกับห้องที่หลักที่มีน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ ยังกับหนังผจญภัย เพราะเริ่มเรื่องที่มีเสบียงจำกัดซ้ำร้ายยังเกิดเรื่องราวที่ส่งผลให้เสบียงเริ่มหดหายไปไวขึ้นทีละนิดทีละนิด

จากนั้นการรับรู้ถึงเหตุการณ์สถานการณ์ต่างๆ ก็ค่อยๆ  ถูกตัดทอนลงเรื่อยๆ เหมือนคนที่ถูกปิดผัสสะต่างๆ ทีละอย่าง ตั้งแต่ ห้ามส่งเสียงดัง สัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ขาดหาย จากนั้นก็เริ่มลามไปสู่สัญญาณอินเทอร์เน็ตสัญญาณ โทรทัศน์ จนในที่สุดก็แทบไม่รู้อะไรเลยว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร ตัวละครต้องประยุกต์ใช้สิ่งที่ตนเองมีเพื่อดำรงการอยู่รอด และเป็นหนังที่ตัวละครใช้ประโยชน์จากโดรนได้คุ้มค่าที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ 

และเนื่องด้วยเวลาที่บีบให้ตัวละครเอกต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ตัวเองจะอดตาย เขาก็ได้พบกับผู้รอดชีวิตอีก 1 คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของที่พักของเขา นั่นก็ทำให้หนังเล่นกับสถานการณ์ต่อเนื่องไปแบบอีกระดับหนึ่ง เพราะว่าจุดที่น่าเสียดายก็มาจากตรงที่หนังเริ่มทิ้งไอเดียเรื่องการเอาตัวรอดภายในห้องปิดตายไปนี่เอง การถูกปิดตายปิดหูปิดตาจากโลกภายนอกที่เป็นอุตส่าห์สร้างมาได้น่าสนใจ ก็ยังขยี้ใช้ได้ไม่เต็มที่ดีเท่าที่ควร

ซึ่งปัญหานี้ในองค์ต่อมาที่พระเอกเจอกับนางเอกแล้วก็ทวีความน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีก เพราะตัวหนังต้องไปเล่นท่าประหลาดจากหนังที่ต้องเอาตัวรอดกลายเป็นหนังบู๊แบบ 1 ต่อ 100 ที่ดูเกินจะเชื่อ ทั้งการออกแบบฉากหนีตายพร้อมสู้กับฝูงซอมบี้ก็ดูไม่ค่อยหนักแน่นลงตัวไปสักเท่าไหร่ ความเชื่อถือต่อหนังก็เลยยิ่งดูอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ นี่ยังไม่นับสภาพว่าคนที่ติดอยู่ในห้องเป็นเดือนๆ (ลองนึกภาพคนที่กักตัวอยู่ในบ้านช่วง covid -19 ที่แย่กว่าตรงที่ไม่มีอาหารดีๆ มากพอเต็มมือมาเสิร์ฟเรื่อยๆ) แล้วจะยังดูไม่ค่อยอิดโรย แถมยังแข็งแรงฟิตเปรี๊ยะได้ขนาดนี้

ทว่าความคิดแบบฉากต่อไปจะเป็นอะไรได้อีกไปเรื่อยๆ ที่อาจจะสร้างรูโหว่ในบท และการเปลี่ยนแปลงของแนวหนังไปเรื่อยๆถึง 3 ครั้งจากการเอาตัวรอดห้องปิดตาย เป็นแอ็คชั่นพื่อช่วยเธอจึงไปถึงองค์ท้ายที่กลายเป็นดราม่าเขย่าขวัญจิตวิทยา ที่ส่งผลให้ตัวหนังไม่ค่อยเป็นหนึ่งเดียวกันนัก และกราฟความมันก็ไม่ค่อยได้เต็มที่ดีสักเท่าไหร่สำหรับช่วงท้าย

Alive จะอย่างไรก็ดีหนังก็วางตัวเป็นหนังซอมบี้ที่ดูง่ายและเข้าใจง่ายไม่สลับซับซ้อนอะไรมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสำหรับการดูเพื่อพักผ่อนเอาสนุกเอามันไม่เครียดจะไม่ซีเรียสจนเกินไปหรือเน้นดูเพื่อความบันเทิง ซึ่งเป็นข้อดีที่พอให้อภัยจากการที่มันไม่ได้ใช้โรงและลง Streaming แบบทันที และถ้าจะว่ากันแบบแฟร์ๆ ในความไม่คงที่ของตัวหนัง ก็ยังพอเป็นไปได้มากกว่าภาคต่อของ Train to busan 


รีวิวNetflix 

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจของพวกเรา : FlowเดอะFlim